สำหรับสมาชิกที่มองหาการหาเงินออนไลน์

พ.ย 2558

มีสาชิกขอให้ผมแนะนำเว็บไซต์หาเงินออนไลน์ ที่ได้เงินจริง เข้ามาจำนวนมาก พื้นที่ส่วนนี้จึงเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการหาเงินออนไลน์สำหรับผู้ที่ยังไม่มีประสบการ เนื้อหาอาจจะเยอะแต่อยากให้สละเวลาอ่านซักนิดเพื่อจะได้รู้แนวทางว่าการหาเงินออนไลน์ มีกี่แบบและมีลักษณะอย่างไรบ้าง มีหลายเว็บมีหลายเน็ตเวิร์คที่พยายามหลอกให้ผู้ที่ต้องการหาเงินทางเน็ตให้เป็นเหยือเสียเงินเสียทองมาเยอะแล้ว

เมื่อพูดถึงรายได้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. Active Income หรือรายได้ที่จะได้ก็ต่อเมื่อมีการออกแรงทำงานทุกครั้ง เช่นรับจ้าง เป็นพนักงานประจำ ค้าขาย สอนหนังสือ อบรม หรือกิจการต่างๆที่เกี่ยวกับการซื้อขาย เป็นต้น

2. Passive Income หรือรายได้ที่ได้จากการทำงานครั้งเดียวและสามารถเก็บผลตอบแทนไปตลอด จนกว่าจะหมดความต้องการของผู้ซื้อ เช่น รายได้จากค่าเช่า การเขียนหนังสือ ลิขสิทธิ์เพลง ลิขสิทธิ์จากตราสินค่า การขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ รายได้จากโฆษณาจากการทำเว็บไซต์ หรือการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แฟรนไซสน์ ฯลฯ

โดยที่ Passive Income จะเป็นรายได้ที่สร้างยาก ใช้เวลาและพลังงานในการทำในช่วงแรกมากที่สุด แต่เมื่อมีรายได้แล้วก็จะให้รายได้แก่เราไปอีกนาน

เมื่อพูดถึงการหารายได้ทางอินเตอร์เน็ต จะพบว่ามีเว็บไซต์ต่างๆมากมาย เสนอแนวทางหารายได้ มีทั้งรายได้จริง และหลอก หรือบางครั้งเป็น spam เพื่อหวังผลประโยชน์ด้านอื่นๆ

เพื่อให้เข้าในการหารายได้ออนไลน์มากขึ้น ขอให้สมาชิกมาเข้าใจประเภทของรายได้ออนไลน์กันก่อนว่ามีอะไรบ้าง จะได้นำไปพิจารณาหากพบโอกาสทางธุรกิจอื่นว่าเป็นของจริงหรือว่าหลอกลวง

 

รายได้ออนไลน์มีอยู่ 6 ลักษณะดังนี้

1. รายได้จากการคลิ๊ก

2. รายได้การวิวหรือดู

3. รายได้จากการทำกิจกรรม

4. รายได้จากการแนะนำ

5. รายได้จากการขาย

6. รายได้จากการเข้าร่วมเน็ตเวิร์ค หรือกลุ่มหารายได้ที่มีผลตอบแทนสูงโดยเฉพาะ

 

มาดูรายละเอียดในแต่ละประเภทกันเลยครับ

1. รายได้จากการคลิ๊ก (Pay for Click)

หมายถึงการที่เราได้รับเงินตอบแทนจากการคลิ๊กสิ่งต่างๆที่เว็บไซต์ที่จะจ่ายเงิน ซึ่งเรียกว่า Publish จ่ายให้ให้คนที่ทำการคลิ๊ก โพสต์ แชร์ ต่างๆ

ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อย

แบบที่ 1 เราคลิ๊กเองรับเงินเอง เช่นกดป้ายโฆษณา กดไลค์เพจ กดลิงค์ต่างๆ แล้วจ่ายเงินตามจำนวนคลิ๊ก หรือแต้มที่กำหนด เช่นเว็บไซต์ Ezylike ที่สมาชิกกำลังใช้งานอยู่ หรือเว็บแลกไลค ์เว็บกดแบนเนอร์โฆษณาอีกมากมาย ส่วนมากรายได้จากเว็บแบบนี้จะเป็นรายได้เล็กๆน้อยๆ ทำแบบสะสมไปเรื่อยๆ รายได้ประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

แบบที่ 2 เราสร้างช่องทางให้คนอื่นคลิ๊กบนพื้นที่ของเรา หรือช่องทางที่เราทำไว้ และ Publisher จะทำการจ่ายเงินให้เราตามที่มีคนคลิ๊ก เช่นการทำ Google Adsense คือการสร้างเว็บไซต์ หรือบล็อกและนำโฆษณาของ Google มาวางบนหน้าเว็บเพจ ของเราเมื่อมีคนคลิ๊กโฆษณานั้น Google ก็จะจ่ายเงินให้เราตามอัตราการคลิ๊ก รายได้ลักษณะนี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนคนดูที่เข้าดูเว็บไซต์และคลิ๊ก สำหรับเว็บเล็กๆหรือมือสมัครเล่นก็อาจจะมีรายได้หลักร้อยบาทต่อเดือน หากเป็นเว็บขนาดกลางก็อาจจะถึงหลักหมื่นบาท แต่ถ้าใหญ่ที่มีคนเข้าหลายล้านคนต่อเดืนอ อาจจะมีรายได้หลักแสนหรือล้านจาก Google Adswords ดังนั้นการจะมีรายได้แบบนี้จำเป็นจะต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

 

2. รายได้จากการคลิ๊ก (Pay for View)

อย่างที่ชื่อบอกไว้หมายถึงรายได้ที่ได้จากการดู ซึ่งส่วนมากคือดูแบนเนอร์โฆษณา หรือวีดีโอโฆษณา


รายได้ประเภทนี้แบ่งออกเป็น 2 แบบย่อยคือ

แบบที่ 1 ดูเองรับเงินเอง เช่นการดูป้ายโฆษณาจากเว็บไซต์จ่ายเงินต่างๆ เช่น PaidVerts หรืออื่นๆที่เหมือนกัน การหารายได้ประเภทนี้ส่วนมากจะเป็นการหารายได้แบบง่ายๆ มีเวลาอยู่หน้าคอมเยอะ ได้จำนวนไม่มากแต่อาศัยระยะเวลาและสะสมจำนวนไปเรื่อยๆ

แบบที่ 2 สร้างพื้นที่หรือช่องทางให้คนอื่นเข้ามาดูโฆษณาในพื้นที่ของเรา และ Publisher ก็จะจ่ายให้ตามจำนวนครั้งที่มีคนดู เช่นการอับวีดีโอขึ้น YouTube แล้วให้คนดู โดย YouTube จะจ่ายเงินให้เมื่อมีคนคลิ๊กโฆษณาที่ปรากฏ หรือไม่ก็เมื่อมีคนดูโฆษณานั้น 30 วินาทีขึ้นไป หรือบางโฆษณาต้องดครึ่งหนึ่งของระยะเวลาของโฆษณานั้นๆ แค่มีคนดูวีดีโอเฉยๆไม่มีคนกดโฆษณาหริอปิดโฆษณาก็จะไม่ได้เงินนะครับ ส่วนการจะได้เงินจาก YouTube จะต้องสร้าง YouTube Channel (ซึ่งสร้างได้ง่ายๆ) และเข้าร่วมโปรแกรม YouTube Partners ก่อนซึ่งก็สมัครได้ไม่ยากเช่นกัน

เจ้าของ Channel ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของวีดีโอขอให้เป็นคนอับโหลดวีดีโอก็ใช้ได้แล้ว แต่ต้องระวังเรื่องลิขสิทธิ์ให้มาก หากนำวีดีโอลิขสิทธิ์มาอับโหลดก็จะโดนลบ และหากยังมีพฤติกรรมเช่นเดิมก็จะโดนแบนแอคเคาท์ไปเลย ต้องเลี่ยงปัญหาลิขสิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง ตามสถิติที่ผ่านมาแล้ว เจ้าของ Channel YouTube จะได้รับเงินประมาณ 12,000 บาท ต่อทุกๆ 1 ล้านวิว ย้ำเป็นเพียงแค่สถิติเท่านั้น และได้เงินจากที่มีคนกด หรือดูโฆษณาตามระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น ดูวีดีโอเฉยๆไม่ได้เงิน

 

3. รายได้จากการทำกิจกรรม (Pay for Action)

เป็นรายได้ที่เราทำกิจกรรมบางอย่างตามที่เว็บไซต์จ่ายเงินกำหนดไว้ เช่นทำแบบสอบถามออนไลน์ (Online Survey) การเปิดอ่านอีเมล์ การลงทะเบียนต่างๆ แล้วรับเป็นเงินหรือแต้มสะสมเพื่อแลกเงิน งานลักษณะนี้จะได้มากกว่าการกด หรือวิว นิดหน่อย แต่ก็จะเสียเวลากรอกนั่นนี่พอสมควร เมื่อมีรายได้สะสมก็จะได้มากกว่าประเภทคลิ๊ก

 

4. รายได้จากการแนะนำ (Referral Program)

รายได้ออนไลน์ประเภทนี้เป็นรายได้ที่สร้างมูลค่ารวมทั้งอุตสากรรมมากที่สุด บางคนเรียก Referral Marketing หรือบางทีก็เรียก Affiliate Marketing แต่ก็มีความหมายเดียวกัน หลักการง่ายๆคือแนะนำให้ผู้สนใจทำการซื้อ หรือทำกิจกรรม (เช่นสมัครลงทะเบียน) ตามลิงค์ที่เราแนะนำไป แล้วเราก็จะได้เงิน % จากผู้ขายสินค้านั้น ซึ่งเป็นจ่ายจำนวนต่างหาก

เป็นการสร้างรายได้ที่ถือว่ามีปริมาณรวมทั้งอุตสาหกรรมมากที่สุดออนไลน์อันดับ 2 รองจากการขาย โดยค่าแนะนำที่ได้รับหากมีการซื้อ หรือทำกิจกรรมตามที่กำหนด คนแนะนำจะได้รับตั้งแต่ 3% - 75% ของมูลค่าสินค้าที่ขายได้

เว็บไซต์ที่สร้างรายได้ให้แก่ผู้แนะนำที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้คือ www.amazon.com โดยจะจ่ายให้แนะนำสินค้าแล้วผู้ซื้อมีการซื้อสินค้านั้น (หรือชิ้นอื่นก็ได้) หากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าจะได้รับประมาณ 4% หากเป็นหนังหรือเพลงประมาณ 5% สินค้าประเภทความสวยความงานประมาณ 8.5% หนังสือหรืออุปกรณ์ความบันเทิงประมาณ 5% ของมูลค่าของสิ้นค้า

การแนะนำก็ไม่ได้หมายถึงเราทำการแนะนำแบบตัวต่อตัว แต่หมายถึงเราสร้างลิงค์ไว้บนเว็บไซต์ของเราและมีคนกดลิงค์ และตัดสินใจซื้อสินค้านั้นๆเราก็จะได้ % ตามที่กำหนด

อีกตัวอย่างของรายได้จากการแนะนำที่ฮิตมากสำหรับคนไทย คือแนะนำโรงแรมจากเว็บ Agoda.com หลักการง่ายๆ คือทำเว็บ หรือบล็อก แล้วนำลิงค์ หรือแบนเนอร์ โฆษณาของ Agoda มาวาง เมื่อมีคนกดก็จะไปเปิดเว็บ Agoda หากมีการจองห้องเกิดขึ้นโดยจะได้รับ 35% - 60% ของส่วนต่างที่ Agoda ได้จากโรงแรมที่ลูกค้าจอง

Affiliate Program ที่สร้างรายได้ทางอินเตอร์เน็ตที่ฮอตฮิตในรอบ 7-8 ปี มานี้ คงไม่มีใครเทียบเท่า ClickBank.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ตลาดขายสินค้าประเภทดิจิตอลที่ใหญ่ที่สุด และจ่ายเงินมากที่สุด ตั้งแต่ 35% - 75% ของมูลค่าของสินค้า หมายความว่าหากสินค้าราคา $100 ผู้แนะนำก็จะได้ $75 เลยทีเดียว ClickBank จึงเป็นที่นักการตลาดออนไลน์ที่เก่งๆที่สามารถแนะนำสินค้าได้จำนวนมาก มีรายได้จำนวนสามารถสร้างรายได้มากกว่า 1 ล้านเหรียญ หรือสามสิบกว่าล้านบาทต่อปี จึงเป็นเว็บไซต์ที่สร้างความร่ำรวยให้กับผู้หาเงินออนไลน์ที่ฮิตที่สุด แต่เนื่องจากสินค้า และการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมของคนไทยซักเท่าไหร่

 

5. รายได้จากการขาย

รายได้ประเภทนี้ชื่อตรงตัวเลย คือการค้าขายที่มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากับเงินอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้า หรือบริการต่างๆทางอินเตอร์เน็ต เช่นขายอบรม ขายบริการให้คำปรึกษา การขายสามารถขายผ่านเว็บไซต์ แฟนเพจ รวมไปถึงอินสตาแกรม และไลน์ก็ถือเป็นรายได้ออนไลน์ด้วย ข้อดีของรายได้ประเภทนี้คือสามารถคุมควบกระบวนการขาย และรายได้ด้วยตัวเอง ขายสินค้าได้มากก็มีรายได้มาก ขายได้น้อยก็มีรายได้น้อย และสามารถทำเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่ยั่งยืนได้ การขายออนไลน์สามารถทำได้หลายแบบเช่น

1. เปิดเว็บไซต์ขายของเอง
2. ฝากสินค้าไว้กับเว็บบริการเว็บไซต์ฟรี หรือเก็บเงินรายเดือน เช่น www.tarad.com, www.weloveshopping.com หรือ Lnwshop.com เป็นต้น
3. เปิดร้านบน facebook แฟนเพจ
4. เปิดร้านทางแอปมือถือ เช่น Instagram หรือ Line
5. เป็นผู้ขายประจำกระดานสนทนา เช่น www.overclockzone.com หรือ pantipmarket เป็นต้น

การเปิดร้านออนไลน์สมัยนี้ถือว่าทำได้ง่ายมาก ใครๆที่มีคอมหรืออินเตอร์เน็ตก็สามารถเปิดได้ภายใน 10 นาทีโดยไม่ใช้เงินซักบาท แต่ที่ยากคือการโปรโมตให้คนรู้จัก พลังแทบจะทั้งหมดจะไปอยู่ที่การโปรโมตร้านและสินค่า แต่ถ้าสามารถขายได้ก็จะให้ผบตอบแทนที่ดีกว่า และยั่งยืนกว่าการลงทุนแบบอื่น

สำหรับผู้ที่ต้องการมีรายได้ที่ยั่งยืน ความตั้งรายได้จากการขายเป็นเป้าหมายที่สำคัญเพราะการขายคือจุดที่สร้างการแลกเปลี่ยนของเงินอย่างแท้จริง เรามีโอกาสที่จะได้รับเงินก่อนกลุ่มอื่นๆ แต่เนื่องจากแต่ละคนมีบุคลิคลักษณะไม่เหมือนกัน คนจำนวนมากไม่ชอบงานขาย และงานขายเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนสูง หากยังไม่มีทุน

 

6. รายได้จากการเข้าร่วมเน็ตเวิร์ค หรือกลุ่มหารายได้เร็ว

เป็นการหารายได้ที่ได้เยอะและเร็วที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความตื่นแล้ว กล้าได้กล้าเสีย พร้อมจะเสี่ยง การหายรายได้ทางเน็ตวิธีนี้อาศัยแนวคิดการขยายเครือข่ายให้เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ และได้รับเงินจากการที่สมาชิกช่วยกันหาเงินออนไลน์ จากการขายสินค้า จากการนำเงินของสมาชิกไปลงทุนในการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูง หรือบางกลุ่มอาจจะได้รายได้จากการทำโฆษณา หรือจากการขายสินค้ากันภายในกลุ่ม การลงทุนในรูปแบบต่างๆ หรือแม้แต่การที่การนำไปเล่นไพ่โป๊กเกอร์ และนำเงินที่ได้รับมาคืนทุน โดยอาศัยหลัการเงินหมุนเร็วได้เร็ว ได้เร็ว

การหารายได้แบบนี้เป็นการหาที่ใช้เวลาน้อยที่สุด ได้เยอะที่สุด ตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักล้าน ภายในเวลาไม่กี่วัน หรือไม่กี่เดือน แต่ส่วนมากจะเน้นรายวัน เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมาก สำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทน 100% - 500% และพร้อมจะเสียเงิน 100% หากเกิดความผิดพลาด

ภาษาอังกฤษเรียกว่า High-Yield Investment Program หรือ HYIP เช่นลงทุนในทองคำระยะสั้น ลงทุนการค้าเงินต่างสกุลอาศัยกำไรความต่างจากอัตราแลกเปลี่ยน (หรือที่เรียกว่า Forex) หรือการค้าหุ้นแบบ Binary Trading เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วแล้ว HYIP ถือว่าถูกกฏหมาย

แต่เนื่องจาก ลักษณะของการสร้างรายได้ประเภทนี้มีการระดมทุนเพื่อนำมาจ่ายให้กับผู้ลงทุนคนอื่นๆ โดยอาศัยการขยายตัวของเครือข่าย ทำให้พ่อค้าหัวใสจำนวนมากปรับเปลี่ยนการลงทุนแบบความเสี่ยงสูงผลตอบแทนเร็วแบบนี้ เป็นแชร์ลูกโซ่ หรือทำการแผงแชร์ลูกไว้ในการลงทุน อย่างที่เห็นตามทุกวัน เช่น UFUN ที่เสียหายหลายหมื่นล้านบาท แชร์ทองคำ แชร์ข้าวสาร แชร์นกแก้ว แชร์เสมาฟ้าคราม แชร์ท่องเที่ยวบลิสเตอร์ แชร์น้ำมันหอมระเหย และล่าสุดแชร์ปีกาซัสที่เพิ่งโดนจับไปไม่นาน

ปัจจุบันทำให้ภาพลักษณ์ของ HYIP เป็นการหลอกลวง ทั้งๆที่หลายๆบริษัทได้ทำการลงทุนแนว HYIP อย่างถูกกฏหมาย จึงทำให้แยกไม่ออกว่าอันไหนถูกกฏหมายหรืออันไหนเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่

ข้อดีของการลงการลงทุนแบบนี้ คือมีโอกาสได้เงินตอบแทนเร็ว และจำนวนมาก ตั้งแต่ 50% - 500% ภายในระยะเวลาอันสั้น ตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักแสน หรือหลักล้าน แล้วแต่ความใจกล้าของผู้ลงทุนเอง และความสำเร็จของเครือข่ายนั้นๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหาเงินในระยะสั้นโดยยอมรับกับความเสี่ยงสูงได้

แต่ข้อเสียคือมีความเสี่ยงสูงมาก ผู้ลงทุนควรพร้อมที่รับผลอยู่สองอย่างคือ ได้เงินมากในเวลาอันสั้นแบบง่ายๆ หรืออาจจะสูญเสียเงินลงทุนที่ลงไปทั้งหมด ดังนั้นหากมีน้อยก็ควรลงทุนน้อยหากมีมากก็สามารถลงทุนได้มาก และเมื่อได้เงินมาแล้ว ต้องรีบถอนเงินทุนกลับมาให้เร็งที่สุด และใช้เงินที่ได้รับตอบแทนเพื่อการลงทุนต่อไป และที่สำคัญการลุงทุนประเภทนี้ความทำเพื่อหาทุนไปทำธุรกิจอื่นๆที่ยั่งยืนกว่า

ดังนั้นเมื่อเลือกที่จะลงทุนแบบเน็ตเวิร์ค ควรเลือกทำกับระบบที่ไม่มีโฆษณาชวนเชื่อ ไม่เน้นรับเงินจากการพาคนมาสมัครต่อ และไม่มีการลงค่าสมัคร ต้องให้สามารถลงทะเบียนฟรีเพื่อศึกษาระบบก่อน หากตัดสินใจเมื่อไหร่สามารถลงทุนได้เมื่อนั้น และที่สำคัญต้องมี option ให้ลงทุนจำนวนน้อยๆได้ เช่น $5 หรือ $10 เป็นต้น และที่ลืมไม่ได้คือต้องแยกให้ได้ว่าธุรกิจไหนเป็น HYIP และธุริกจไหนเป็นแชร์ลูกโซ่ ต้องไม่ลงทุนในธุรกิจที่มีลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่

หากต้องการข้อมูลของเว็บ HYIP ต่างๆ พร้อมวิเคราะห์และสรุปผล สามารถติดตามทีได้

1. รวบรวมข้อมูลเว็บ HYIP ไว้มากที่สุด ติดตามได้ที่เว็บไซต์ ALL HYIP MONITOR

2. แสดงสถานะการจ่าย หรือไม่จ่าย ของเว็บ HYIP ต่างๆ ติดตามได้ที่เว็บไซต์ HYIP